สองคุณพ่อผู้ยิ่งใหญ่

สองคุณพ่อผู้ยิ่งใหญ่ (คุณพ่อเรย์กับคุณพ่อแดง)

     สองพ่อผู้ยิ่งใหญ่ สำหรับเราจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณพ่อเรย์กับคุณพ่อแดง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและโอบอุ้มโรงเรียนอาชีวและหน่วยงานพี่น้องของเราอีกนับสิบองค์กร ความยิ่งใหญ่ของพ่อไม่ได้เกิดจากความร่ำรวย มากมายด้วยอำนาจวาสนา แต่เป็นความยิ่งใหญ่ด้วยเมตตาและอุตสาหะบารมี ทำงานทุ่มเทอยู่กับการช่วยเหลือผู้คนจนสามารถพลิกผันชีวิตของ คนที่ตกทุกข์ ยากไร้ ขาดโอกาส ให้กลายเป็น คนที่มีความสุข มีเพียงพอไม่ยากไร้ มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งดีงาม ทัดหน้าเทียมตาคนอื่น ไม่ใช่เพียงแค่คนสองคน แต่นับพันนับหมื่นคนที่พ่อเปลี่ยนชีวิตให้ ซึ่งอานิสงส์ของการเปลี่ยนชีวิตที่ว่ายังส่งผลไปถึงครอบครัวและสังคมอีกมากจนไม่อาจประมาณได้ ผู้ที่สร้างปรากฎการณ์เช่นนี้ได้คือผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง ภาพความยิ่งใหญ่ที่เห็นเป็นเพียงส่วนน้อยของความยิ่งใหญ่ทั้งหมดที่คุณพ่อทั้งสองท่านมี เหมือนภาพที่เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่ว่าใหญ่ แต่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ที่เห็นนั้นมีความยิ่งใหญ่กว่าซ่อนอยู่อีกมากมาย

     ยิ่งใหญ่ด้วยความศรัทธา เพราะศรัทธาคือความเชื่อความไว้วางใจชนิดหมดทั้งดวงใจ คุณพ่อทั้งสองของเรามีความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม ตั้งแต่ในวัยเด็กที่คุณเรย์บวชเป็นสามเณร จวบจนกระทั่งวันที่ท่านจากไป ท่านมีศรัทธาเป็นพลังกายพลังใจในการทำงาน คุณพ่อเรย์พูดเสมอว่า “เมื่อพ่อต้องการใครสักคน เจ้านายเบื้องบนจะคอยฟังและพร้อมจะส่งคนมาช่วย เหมือนกับตัวแสดงแทนที่มาช่วยชีวิตละครบรอดเวย์เมื่อดาราตัวจริงล้มป่วย เหมือนนักกีฬาบนม้านั่งสำรองข้างสนามที่ถูกเปลี่ยนตัวมาช่วยกู้สถานการณ์ให้ทีมเอาชนะได้อย่างเหลือเชื่อ” นี่เองที่ทำให้ท่านทำงานไปโดยไม่หวาดหวั่นต่ออุปสรรค คุณพ่อแดงมิได้เกรงกลัวต่อโรคร้ายเมื่อรับหน้าที่ไปดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อนที่บ้านน้อย จ.ขอนแก่น ท่านช่วยเหลือใกล้ชิดทั้งดูแลร่างกายและจิตใจ ดึกดื่นค่อนคืนหากจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลท่านก็พาไปทันที

      และที่ทั้งสองท่านมีเหมือนกัน คือศรัทธาในมนุษย์ คุณพ่อจะไว้วางใจคนที่คุณพ่อมอบหมายให้ทำงานอย่างเต็มที่ หน่วยงานต่างๆ ที่ท่านก่อตั้งและหาทุนมาดำเนินงานท่านก็จะให้ผู้รับผิดชอบดูแลทำงานไปโดยท่านไม่ต้องมาติดตามตรวจสอบ และความศรัทธาที่ท่านมีต่อพระเป็นเจ้า และต่อมนุษย์นี่เองที่ทำให้ท่านได้รับความศรัทธาจากคนทั้งหลายเป็นสิ่งตอบแทน

      ยิ่งใหญ่ด้วยการเสียสละและความมีเมตตา ทั้งสองท่านมีชีวิตที่เหมือนกันคือท่านอุทิศตัวเพื่อพระเป็นเจ้าตลอดชีวิตเดินทางมาจากสหรัฐอเมริกาเพื่อมารับภารกิจช่วยเหลือผู้คนที่ทุกข์ยากในถิ่นทุรกันดาร ใช้ชีวิตอยู่กับความลำบากเช่นเดียวกับชาวบ้านในชนบทไทยสมัยนั้นโดยไม่เสียดายความสะดวกสบายที่อยู่เบื้องหลัง บอกได้ดีถึงความเสียสละใหญ่หลวงของคุณพ่อทั้งสองของเรา และแม้เมื่อท่านกลับมาทำงานในสถานที่ที่มีความสะดวกสบายอย่างพัทยา ท่านยังใช้ชีวิตเรียบง่าย ทำงานหนัก อยู่ในห้องทำงานเล็กๆ อยู่กับกองเอกสารบ้างหนังสือบ้าง ท่านไม่ใช่แค่สั่งแต่ท่านลงมือทำงานด้วยตัวเอง

     หลายท่านที่เคยสัมผัสหรือเคยอ่านชีวประวัติของคุณพ่อทั้งสองมาบ้าง คงจะทราบดีถึงความเสียสละและความมีเมตตา สำหรับคุณพ่อเรย์นั้นเห็นได้ชัดจากการที่เด็กๆ ที่ “บ้านเด็ก” ไม่มีใครเห็นว่าคุณพ่อเป็นผู้ใหญ่ที่น่ากลัวเกรง ทุกครั้งที่เด็กๆ เห็นคุณพ่อ เด็กๆ จะวิ่งล้อมหน้าล้อมหลังเล่นกับคุณพ่อ อยากให้คุณพ่ออุ้ม รวมทั้งผู้ที่อยู่ในหน่วยงานอื่นๆ ต่างก็อยากเข้าใกล้ได้พูดคุยกับคุณพ่อ ห้องทำงานของคุณพ่อเรย์เปิดเสมอสำหรับลูกๆ ทุกคนที่มีความเดือดร้อน บางคนขอเบิกเงินล่วงหน้า ขอยืมเงิน คุณพ่อสอบถามความจำเป็น แล้วส่วนมากก็จะช่วยเหลือไปทุกครั้ง พ่อไม่ได้ห่วงว่าเขาจะมาโกหกพ่อหรือไม่แต่สิ่งที่พ่อเป็นห่วงก็คือถ้าเขาเดือดร้อนจริงถ้าพ่อไม่ช่วยเขาจะเป็นอย่างไร หรืออย่างน้อยถ้าเขาไม่เดือดร้อนเขาก็คงไม่มาโกหกพ่อ

     สำหรับคุณพ่อแดงผู้ที่ได้สัมผัส หรือทำงานกับท่านจะเห็นแววตาที่อ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยเมตตาชัดเจน ในหนังสือที่เขียนเป็นอนุสรณ์ของการจากไปของคุณพ่อเกือบทุกคนจะพูดถึงความเมตตา ความอ่อนโยนขอบคุณพ่อ ดังเช่นบางถ้อยคำของนักเรียนที่พูดถึงพ่อ “นับตั้งแต่ดิฉันได้เข้ามาเรียนที่โรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ พัทยานี้ ดิฉันได้พูดคุยกับคุณพ่อไม่กี่ครั้ง แต่เวลาที่เจอคุณพ่อโดยบังเอิญคุณพ่อจะเรียกชื่อดิฉันแล้วถามว่าจะไปไหน ดิฉันรู้สึกปราบปลื้มที่ท่านจำชื่อดิฉันได้ คุณพ่อเป็นผู้มีจิตใจเมตตาอารีกับบุคคลทั่วไปและเอาใจใส่ต่อลูกๆ ของท่านเสมอคุณพ่อเป็นคนอารมณ์ดีไม่ถือตัว”

     ยิ่งใหญ่ด้วยวิสัยทัศน์ คุณพ่อเรย์เป็นผู้มองการณ์ไกล ปรัชญาความคิดของพ่อเรย์ในการก่อตั้งโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ คือการช่วยคนพิการที่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองหรือทำประโยชน์ให้ใครได้ ให้สามารถทำงานเลี้ยงตัวเอง เป็นประโยชน์และเป็นที่ยอมรับของสังคมได้อย่างยั่งยืน พ่อเรย์เริ่มด้วยการตั้งโจทย์ที่ยากให้แก่ตัวเอง เพราะท่านมองว่าถ้าท่านตอบโจทย์นี้ได้ท่านจะสามารถช่วยเหลือคนพิการได้อย่างยั่งยืนอย่างที่ท่านตั้งใจไว้จริง คำตอบโจทย์นี้ของพ่อเรย์หลังจากที่ได้ค้นหาข้อมูล ทดลอง ท่านจึงเลือกเปิดสอนคอมพิวเตอร์ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่ค่อยมีคนรู้จักและไม่มีใครคิดว่าคอมพิวเตอร์จะมีใช้กันทั่วไปทุกวันนี้ ครูของโรงเรียนไม่มีใครจบปริญญา ท่านก็ผลักดัน และกำหนดว่าครูทุกคนต้องจบอย่างน้อยปริญญาตรี ท่านส่งเสริมการศึกษาอย่างเต็มที่ทั้งเงินทั้งเวลา เพราะท่านเชื่อมั่นในการศึกษาและพลังของความรู้ วันนั้นถ้าท่านไม่ผลักดันครูอาชีวพระมหาไถ่ทั้งหลายคงไม่สามารถมองสบตาครูโรงเรียนอื่นได้อย่างภาคภูมิเช่นวันนี้

     ในเรื่องของการหาทุนให้หน่วยงานของคุณพ่อให้ดำเนินงานอยู่ได้นั้น พ่อไม่ใช้วิธีจัดระดมทุน หรือแม้กระทั่งจดหมายขอรับบริจาค เหตุผลของพ่อก็คือ “ใครๆ ก็อยากช่วยคนจน แต่พวกเขาไม่รู้จะบริจาคให้ใครเพื่อทำตามวัตถุประสงค์ที่เขาต้องการ เขาไม่อยากเอาเงินให้องค์กรปีศาจที่ผลาญเงินบริจาคไปกับค่าบริหารจัดการหรือโครงการที่หาประโยชน์ไม่ได้ น่าเสียดายที่ดูยากว่าใครจริง ใครเก๊ ถ้าพ่อไปขอทุนจากใครที่พ่อไม่รู้จัก พ่อก็ไม่ต่างอะไรกับบรรดาองค์กรการกุศลที่พ่อพูดถึง พ่อไม่เหมือน และไม่อยากเหมือนด้วย” ถ้าอย่างนั้นองค์กรของพ่อจะมีเงินเข้ามาช่วยให้ดำเนินการต่อได้อย่างไร คำตอบก็คือพ่อเรย์ทำให้ความต้องการจำเป็นของคนด้อยโอกาสและวิธีการช่วยเหลือได้รับการถ่ายทอดออกไป หลายคนทราบศรัทธาและส่งเงินเข้ามาช่วยเหลือ

     สำหรับคุณพ่อแดงนั้น อาจารย์สุภรธรรมกล่าวไว้ในชีวประวัติของคุณพ่อแดงว่า “ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนอาชีวพระมหาไถ่ คุณพ่อแดงให้ความรักความเมตตาและติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีเรื่องเสนอให้คุณพ่อพิจารณาคุณพ่อจะซักถามเพื่อความเข้าใจอย่างแจ่มชัดก่อนที่จะให้ความเห็นชอบเรื่องใด ผู้นำเสนอจะต้องพิจารณาก่อนอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นจะต้องจนมุมแก่คุณพ่อแดงได้ ที่สำคัญคุณพ่อแดงให้ความสนใจมากเป็นพิเศษต่อความเป็นอยู่และการเรียนของนักเรียนรวมทั้งบุคลากรที่มีรายได้น้อย แขกทุกกลุ่มที่มาเยี่ยมโรงเรียนได้ฟังการกล่าวต้อนรับและตอบคำถามมีความประทับใจทุกครั้ง เพราะคุณพ่อเข้าใจลึกซึ้งในงานและคุณพ่อมีอารมณ์ขัน นอกจากนั้นคุณพ่อแดงชอบการถ่ายรูปและจะขอตั้งท่าหล่อก่อนทุกครั้งเสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นความน่ารักเฉพาะตัวของคุณพ่อแดง” ข้อความนี้เป็นการถ่ายทอดให้เห็นทั้งความมีมุมมองที่ละเอียดลึกซึ้งและสนใจศึกษาติดตามงานที่ท่านรับผิดชอบอย่างจริงจัง

     ยิ่งใหญ่ด้วยความเสมอต้นเสมอปลาย “๑๗ ปีในพัทยาถึงแม้ว่าช่วงนั้นคุณพ่อแดงจะอายุมากแต่คุณพ่อแดงยังแสดงให้เห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ ตลอดระยะเวลาในเมืองพัทยาคุณพ่อแดงยังปฏิบัติศาสนกิจอย่างไม่บกพร่อง การถวายบูชามิสซาในโบสถ์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเต็มไปด้วยแก่นสารสาระแห่งการดำเนินชีวิตที่ดีสอดแทรกด้วยอารมณ์ขันหลากหลาย

     งานสำคัญอีกประการหนึ่งที่คุณพ่อแดงรับผิดชอบตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีคือการเขียนจดหมายข่าวชื่อ The Visit เป็นจดหมายข่าวรายเดือนแจ้งความเคลื่อนไหวของคณะพระมหาไถ่และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง จดหมายข่าวนี้จัดพิมพ์ส่งออกไปทั่วโลกรวมทั้งการส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (emails) การหาข่าวและภาพรวมทั้งการเขียนจดหมายข่าวแต่ละฉบับต้องใช้เวลามาก ภาษาที่คุณพ่อแดงใช้ก็เป็นภาษาที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในความสามารถในการเขียนและมีผู้ติดตามด้วยใจจดจ่อทุกเดือน หากฉบับไหนขาดหายไปก็จะมีเสียงเรียกหาเข้ามาไม่ขาดสาย” ถ้อยความจากหนังสือชีวประวัติของคุณพ่อแดง ทำให้เห็นภาพความเสมอต้นเสมอปลายของท่านเป็นอย่างดี

     ส่วนคุณพ่อเรย์นั้น ตลอดชีวิตการทำงานของท่านที่พวกเราชาวองค์กรในพัทยาเห็นก็คือท่านจะขับรถมิตซูฯสีน้ำเงินเก่าๆ ไปนั่งทำงานที่ “บ้านเด็ก” หรือมูลนิธิสงเคราะห์เด็กพัทยา ทุกเช้า มีผู้เสนอจัดรถยนต์คันใหม่ให้ท่านก็ไม่ใช้ ห้องทำงานเล็กๆ ที่ท่านได้ใช้ทำงานมานานท่านก็ยังนั่งทำอยู่ที่ห้องเดิมอย่างนั้น และที่สำคัญท่านทำงานหนักอย่างไรก็อย่างนั้น จวบจนกระทั่งช่วงใกล้ที่จะต้องจากพวกเราไป ระยะนั้นท่านไม่สบายบ่อยแต่ท่านก็ยังคงไปนั่งทำงาน คนที่สนิทใกล้ชิดกับท่านไม่ว่าจะเป็นคนทำงาน คุณพ่อบาทหลวงด้วยกัน หรือญาติที่อยู่ต่างประเทศพยายามจะบอกให้ท่านหยุดพักผ่อน แต่ท่านก็ยังคงทำงานของท่านต่อไป โดยที่ท่านเองก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเพื่ออวดใครว่าท่านขยันขันแข็ง แต่เป็นเพราะท่านรักและอยากจะช่วยคนที่รอคอยความช่วยเหลือให้มากที่สุด ยิ่งยามที่ท่านรู้ตัวว่าวันเวลาของท่านเหลือน้อยท่านก็ยิ่งอยากใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด

     สำหรับชาวอาชีวพระมหาไถ่ เลือดเหลืองแดงลูกพ่อ คงไม่เพียงแค่ชื่นชมยินดีกับความยิ่งใหญ่ของพ่อ หรือเพียงภูมิใจว่าได้มาเป็นลูกพ่อเท่านั้น แต่เราจะซึมซับเอาความดีความงามที่คุณพ่อสร้างไว้ และแสดงกตเวทิตาด้วยการสานต่อปณิธานของคุณพ่อให้คงอยู่สืบต่อไป